สรรพคุณ / ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน

ผักข้าวโพดอ่อนสรรพคุณ และ ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน

ข้าวโพดอ่อน อีกหนึ่งผักที่มีประโยชน์และสรรพคุณม๊าก…มากค่ะ มีหลายท่านชอบทานข้าวโพดอ่อนกันอยู่แล้วใช่ไหมค่ะ วันนี้เราจึงนำเรื่องดี ๆ สรรพคุณของข้าวโพดอ่อน และประโยชน์ของข้าวโพดอ่อนมาฝากคุณ ๆ กันค่ะ ข้าวโพดอ่อนนั้นคุณพ่อบ้านและคุณแม่บ้านมักจะใช้ในการปรุงอาหารหลากหลายอย่าง ใช้ต้มน้ำซุปจะช่วยเพิ่มรสชาติให้ซุปหวานขึ้นอีกด้วยค่ะ เอาล่ะค่ะเรามาทำความรู้จักกับ สรรพคุณของข้าวโพดอ่อน และ ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน กันเลยดีกว่าค่ะ

 

 

 

 

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน

 

 

สรรพคุณ / ประโยชน์ของข้าวโพดอ่อน

ข้าวโพดอ่อนจะประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน วิตามินซี แคลเซียม เส้นใยอาหาร ฟอสฟอรัส เป็นสารประกอบกับแคลเซียมในการสร้างกระดูกและฟันช่วยให้การหลั่งน้ำนมเป็นไปตามปกติ ช่วยสร้างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อรวมกับธาตุอื่นรักษาสมดุลความเป็นกรด-ด่างในร่างกาย ถ้ากินข้าวโพดอ่อนเป็นประจำจะช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการบวมน้ำ รักษาโรคไตอักเสบเรื้อรัง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง และจมูกอักเสบเรื้อรัง ช่วยบำรุงหัวใจ ทำให้เจริญอาหาร กระตุ้นให้กระเพาะและลำไส้ทำงานได้ดีอีกด้วย

นอกจากประโยชน์และสรรพคุณในรูปของอาหารแล้วข้าวโพดยังมีประโยชน์ในอุตสาหกรรมเครื่องอุปโภคหลายชนิด เช่น ทำสบู่, น้ำมันใส่ผม, น้ำหอม, กระดาษ, ผ้า ตลอดจนฝัก, ใบ, ลำต้น ยังนำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์อีกหลายอย่าง อาทิ ปุ๋ย, วัตถุฉนวนไฟฟ้า ซังข้าวโพดแห้งยังใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มได้ข้าวโพดมีสรรพคุณทางยา อาทิ ช่วยบำรุงร่างกาย, หัวใจ, ปอด, ขับปัสสาวะ และนำมาพอกรักษาแผล


คุณค่าทางอาหารของข้าวโพดอ่อน

ข้าวโพดอ่อน 100 กรัม ให้พลังงาน 33 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย น้ำ 91.8 กรัม โปรตีน 2.3 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5.3 กรัม แคลเซียม 4 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม เหล็ก 0.5 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 12 ไมโครกรัม ไทอะมิน 0.13 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 23 มิลลิกรัม

“ข้าวโพดอ่อน” มีคุณค่าทางอาหารมากมาย ประกอบไปด้วยสารอาหาร ดังนี้

- คาร์โบไฮเดรต “ข้าวโพดอ่อน” มีคาร์โบไฮเดรตประมาณร้อยละ 72 ข้าวโพดหนัก 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่

- ไขมัน เมล็ดข้าวโพดมีไขมันอยู่ร้อยละ 4 มีฤทธิ์ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลช่วยลดความดันโลหิตสูง

- โปรตีน โปรตีนในข้าวโพดเป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ เพราะจากกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายคือไลซีนและทริบโตฟานควรรับประทานข้าวโพดร่วมกับถั่วเมล็ดต่าง ๆ

- วิตามิน อุดมด้วยวิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 รวมไปถึงเกลือแร่ด้วย

อุตสาหกรรมอาหารจากข้าวโพด

รวบรวมโดย : กุลวดี ตรองพาณิชย์

ข้าวโพด (Zea mays L.) เป็นพืชตระกูลหญ้า gramineae ชนิดหนึ่ง ซึ่งชาวโลกได้ใช้เมล็ดของมันเป็นอาหารทั้งของคนและสัตว์มาแต่โบราณกาล ทั้งนี้เนื่องจากเมล็ดแก่ของพืชตระกูลนี้มีคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่งคือ สามารถเก็บไว้ในที่แห้งได้นานในอุณหภูมิห้องโดยไม่เสีย ข้าวโพดเป็นธัญญชาติเช่นเดียวกับข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวเจ้า ข้าวไรน์และลูกเดือย กล่าวกันว่าชาวอินเดียนแดงได้เป็นผู้ริเริ่มปลูกข้าวโพดในทวีปยุโรปและอเมริกาเพื่อใช้บริโภคภายในครัวเรือน ก่อนที่ข้าวโพดจะถูกแพร่พันธุ์มายังทวีปเอเชียและทวีปอื่น ๆ ทั่วโลก

ในประเทศไทย นอกเหนือจากการปลูกข้าวโพดเพื่อใช้บริโภคสดในครัวเรือนและชุมชนต่าง ๆ แล้ว การปลูกข้าวโพดเป็นอุตสาหกรรมเริ่มต้นจากการส่งเสริมการเลี้ยงไก่และสุกรภายในประเทศ ทำให้มีการวิจัยพัฒนาคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดโดยอาจารย์และนักวิชาการเกษตรไทย เพื่อนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2463 ทำให้เริ่มมีการปลูกข้าวโพดเป็นพืชไร่เป็นอุตสาหกรรมเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์และการส่งออก ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มา จนข้าวโพดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญพืชหนึ่งของประเทศไทย

นอกเหนือจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว การบริโภคข้าวโพดฝักสดและฝักอ่อนก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน ทั้งตลาดภายในและภายนอกประเทศ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ได้วิจัยการแปรรูปและเปรียบเทียบพันธุ์ของข้าวโพดต่าง ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวโพดฝักอ่อนให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยให้ความร่วมมือกับศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ และภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

อุตสาหกรรมข้าวโพดฝักอ่อน

ข้าวโพดฝักอ่อนคือ ฝักข้าวโพดขนาดเล็กในระยะก่อนที่จะมีการผสมเกสร ซึ่งสามารถเก็บฝักได้จากข้าวโพดพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ข้าวโพดไร่ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน เป็นต้น เกษตรกรเป็นผู้ริเริ่มนำข้าวโพดฝักอ่อนมารับประทานเหมือนผักทั่วไป โดยนำมาประกอบอาหาร หรือใช้จิ้มน้ำพริกและเริ่มเก็บฝักอ่อนส่งขายตลาดสดในท้องถิ่น ข้าวโพดฝักอ่อนจากต้นข้าวโพดหวานและข้าวโพดเทียน จะมีคุณลักษณะที่ดีกว่าข้าวโพดไร่ทั่วไปคือ มีรสหวานกว่า และมีสีเหลืองสวยกว่าข้าวโพดฝักอ่อนที่ได้จากข้าวโพดไร่ แต่อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์ของข้าวโพดหวานจะมีราคาแพงกว่าเมล็ดข้าวโพดไร่ และมีต้นกล้าไม่ค่อยแข็งแรง มีความต้านทานต่อดรคราน้ำค้างต่ำกว่าข้าวโพดไร่ เกษตรกรจึงนิยมปลูกข้าวโพดไร่เพื่อเก็บเกี่ยวข้าวโพดฝักอ่อนมากกว่าข้าวโพดหวาน

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร โดย กุลวดี ตรองพาณิชย์ ได้เริ่มทดลองวิจัยผลิตข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋องขึ้นในปี พ.ศ. 2516 โดยบรรจุในน้ำเกลือเจือจาง เมื่อทดลองได้ผลดีจึงมีการนำกรรมวิธีการผลิตไปทดลองผลิตในโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปชาวเขา ซึ่งต่อมามีเครื่องหมายการค้าว่า “ดอยคำ” ที่อำเภอบ้านยาง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร นำโดย ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสถาบันอาหารในขณะนั้น ได้รับใช้สนองพระราชประสงค์ในโครงการพระราชดำริ โดยเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งโรงงานดำเนินการและควบคุมการผลิตอาหารกระป๋องและอาหารแปรรูปอื่น ๆ มา 10 กว่าปี ก่อนที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าบางมด ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนวิทยะฐานะเป็นมหาวิทยาลัย มารับดำเนินงานแทน

เมื่อผลิตภัณฑ์ข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋อง (Canned baby corn หรือ Canned young corn) เริ่มได้รับความนิยมในตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ โรงงานต่าง ๆ ในประเทศไทยจึงเริ่มหันมาผลิตข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋องกันมากขึ้น ทำให้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกของข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋องของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้กระป๋องชนิดอื่น ๆ ที่เริ่มต้นผลิตในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

เมื่อประเทศไทยมีการผลิตข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋องเพื่อส่งออกมากขึ้น จึงมีปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์เสีย เนื่องจากมีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่เพียงพอเกิดขึ้น กุลวดี ตรองพาณิชย์และคณะ(2532) ได้ศึกษาวิจัยกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนในข้าวโพดฝักอ่อนกระป๋อง (Determination of Thermal Processing of Canned Baby Corn) โดยศึกษาถึงจุดร้อนช้าที่สุด (Coldest point หรือSlowest heating point) ค่า thermal death time (TDT, Fo) และ process time ของข้าวโพดฝักอ่อนในน้ำเกลือบรรจุกระป๋อง ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับปัจจัยต่าง ๆ ในขณะบรรจุกระป๋องและฆ่าเชื้อ ปัจจุบันฝ่ายผลิตทดลองสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารให้บริการหา heat penetration ของผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องชนิดต่าง ๆ และหา heat distribution ของหม้อฆ่าเชื้อให้แก่โรงงานเอกชนต่าง ๆ

 

ผลิตภัณฑ์จากข้าวโพด

ผลิตภัณฑ์จากข้าวโพด ที่โรงเรียนบ้านร่มไทร

โรงเรียนบ้านร่มไทร สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 นำผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวโพด สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้านอาชีพแก่นักเรียนและชุมชน

โรงเรียนบ้านร่มไทร อำเภอเมืองบุรีรัมย์ ได้จัดกระบวนการเรียนรู้การแปรรูปอาหารที่มีในท้องถิ่น ได้แก่ข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่ชุมชนในเขตบริการของโรงเรียนปลูกเสริมหลังการทำนา โดยเชิญวิทยากรในท้องถิ่นมาสอนการปลูกข้าวโพดในโรงเรียน เป็นกิจกรรมหนึ่งตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ระยะแรกนำผลผลิตข้าวโพดไปขาย และประกอบอาหารกลางวันแก่นักเรียน ต่อมาจึงได้นำข้าวโพดไปแปรรูปเป็นอาหารหลากหลายชนิด เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ มีทางเลือกที่หลากหลายแก่ผู้บริโภค และนักเรียนเรียนรู้วิธีการแปรรูปอาหารเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร

จากการดำเนินการของนักเรียนแต่ละระดับชั้น โดยมีคุณครูสายใจ ทองเชื้อ และคุณครูณัฐกานต์ บุญนพวงศ์ เป็นครูที่ปรึกษา จึงเกิดผลิตภัณฑ์อาหารจากข้าวโพดมากมายหลายชนิด ได้แก่ ข้าวเกรียบข้าวโพด ทองม้วน ทองพับ กาละแม กาแฟข้าวโพด เค้กข้าวโพด น้ำนมข้าวโพด และไอศกรีมข้าวโพด ซึ่งจากการนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปเผยแพร่ในโอกาสต่างๆ ได้รับความสนใจและชื่นชมจากผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำนมข้าวโพด ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และแปรรูปได้ง่าย สามารถส่งเสริมเป็นอาชีพสร้างรายได้แก่ครอบครัวได้นั้น มีการผลิตน้ำนมข้าวโพดหลายสูตร ทั้ง น้ำนมข้าวโพดรสธรรมชาติ น้ำนมข้าวโพดผสมน้ำผึ้ง น้ำนมข้าวโพดผสมงาขาว และน้ำนมข้าวโพดผสมงาดำ ให้เลือกดื่มตามความชอบ นอกจากนี้ ทางโรงเรียนได้นำเปลือกข้าวโพด มาประดิษฐ์เป็นดอกไม้เปลือกข้าวโพด เป็นการนำวัสดุเหลือใช้มาทำประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า

การแปรรูปซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด

30 มกราคม 2554 นักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทดลองนำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ดเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้เศษวัสดุทางการเกษตรสำหรับขั้นตอนการผลิตเริ่มจากการนำซังข้าวโพดมาเข้าเครื่องสับย่อยให้มีขนาดเหมาะสมสำหรับการอัดเม็ด จากนั้นจึงนำมาอัดด้วยเครื่องอัดเม็ดเชื้อเพลิง (Biomass Fuel Machine) ที่มีกำลังการผลิต 150-200 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ก่อนจะนำไปลดอุณหภูมิแล้วจัดเก็บเข้าไซโล ซึ่งสามารถรักษาความชื้นของเชื้อเพลิงอัดเม็ดให้อยู่ในระหว่างร้อยละ 10 -15 ทำให้ได้เชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพในการเผาไหม้และให้ค่าความร้อนสูง จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รวมทั้งช่วยลดปัญหาการเผาทำลายซังข้าวโพดที่ก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแปรรูปซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด

การแปรรูปซังข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด

30 มกราคม 2554 นักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทดลองนำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ดเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้เศษวัสดุทางการเกษตรสำหรับขั้นตอนการผลิตเริ่มจากการนำซังข้าวโพดมาเข้าเครื่องสับย่อยให้มีขนาดเหมาะสมสำหรับการอัดเม็ด จากนั้นจึงนำมาอัดด้วยเครื่องอัดเม็ดเชื้อเพลิง (Biomass Fuel Machine) ที่มีกำลังการผลิต 150-200 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ก่อนจะนำไปลดอุณหภูมิแล้วจัดเก็บเข้าไซโล ซึ่งสามารถรักษาความชื้นของเชื้อเพลิงอัดเม็ดให้อยู่ในระหว่างร้อยละ 10 -15 ทำให้ได้เชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพในการเผาไหม้และให้ค่าความร้อนสูง จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รวมทั้งช่วยลดปัญหาการเผาทำลายซังข้าวโพดที่ก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเกษตรเรื่องการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

การเกษตรเรื่องการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

 

การเกษตรเรื่องการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ข้าวโพดจะทำการเก็บเกี่ยวได้ก็ต่อเมื่อมีอายุประมาณ 110-120 วัน หรือ นับหลังจากวันไหมออกประมาณ 60-65 วัน หรือถ้าฐานเมล็ดเป็นสีดำก็เก็บเกี่ยวได้ หลังจากการเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวโพดแล้วควนนำเมล็ดข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวได้ไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง โดยพื้นของยุงฉางควรสูงจากพื้นดินประมาณ 50-100 ซม. และต้องมีการระบายอากาศที่ดี

การเก็บเกี่ยวข้าวเลี้ยงสัตว์การเก็บเกี่ยวข้าวเลี้ยงสัตว์

การป้องกันและการกำจัดศัตรูพืช
การกำจัดวัชพืชเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าเราขืนปล่อยไว้พวกวัชพืชก็จะไปแย่งอาหารของต้นข้าวโพด การกำจัดวัชพืชจำได้ก็ต่อเมื่อต้นข้าวโพดมีอายุประมาณ 15-20 วัน ในระหว่างที่ทำการกำจัดวัชพืชเราควรจะพรวนดินไปด้วยแต่ถ้าจะใช้สารเคมีควรใช้ในช่วงก่อนและหลังต้นข้าวโพด เช่น สารอะลาคลอร์ (ALACHLOR) โรคของข้าวโพดที่มักจะเจออยู่บ่อย ๆ คือโรคราน้ำค้าง โรคใบไหม้แผลเล็ก และโรคราสนิม วิธีป้องกันโรคต่างพวกนี้คือการถอนต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย นอกจากโรคที่มาก่อกวนต้นข้าวโพดแล้วศัตรูพืชที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งก็คือพวกแมลงและสัตว์ฟันแถะ เช่น หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด กำจัดโดยสารคาร์โบฟูแรน (ฟูราดาน 3% G) หนอนเจาะฝักข้าวโพด กำจัดโดยสารคาบาริล (เซฟวิน 85%) หรือเมโทมิล (แลนเนท) หนอนกระทู้ข้าวโพด กำจัดโดยใช้เมโทมิล (แลนเนท) หรือ โมโนโครโตฟอส (อะโซดริน) ส่วนพวกสันว์ฟันแถะ จำพวก หนู ป้องกันโดยการวางกับดัก ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและใช้เหยื่อผสมสารพิษในแปลงปลูกข้าวโพด

การใส่ปุ๋ยข้าวโพด

การใส่ปุ๋ยข้าวโพด

ใส่ปุ๋ยข้าวโพด

การใส่ปุ๋ย
การปลูกข้าวโพดในประเทศไทยมีการใช้ปุ๋ยน้อยมาก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำ ให้ผลผลิตข้าวโพดตํ่า
และราคาค่อนข้างสูง รวมทั้งการขาดความรู้ในเรื่องการใส่ปุ๋ยในข้าวโพด จึงทำ ให้ผลผลิตดีขึ้นกว่าไม่ใส่ปุ๋ยปยุ๋ ที่จำเป็น คือ ปุ๋ยไนโตรเจน และ ฟอสฟอรสั ส่วนโปรแตสเซียมนั้นดินในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ขาดโปรแตสเซียม (ยกเว้นในดินทราย)

การใส่ปุ๋ยข้าวโพด

สูตรปุ๋ยและอัตราที่เหมาะสม ในแต่ละท้องถิ่นขึ้นกับการวิเคราะห์ดินและระดับผลผลิตที่ต้องการ
ในทางปฏิบัติเพื่อสะดวก แนะนำ ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 20-20-0 อัตรา 30-50 กิโลกรัม/ไร่
การใส่ปุ๋ยนั้นถ้าในขณะปลูกจะสะดวกที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงแนะนำ ว่า ควรใส่ปุ๋ยหลังจากดาย
หญ้า ซึ่งระยะนี้ข้าวโพดโตพอสมควรแล้ว พอที่จะคาดคะเนได้ว่าการปลูกข้าวโพดฤดูนี้จะล้มเหลว เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ฝนแล้ง ฯลฯ และอื่นๆ การใส่ปุ๋ยอาจกระทำ โดยการแซะดินให้ห่าง
จากโคนต้นข้าวโพด 1 คืบ ใส่ปุ๋ยแล้วกลบดิน

ใส่ปุ๋ยข้าวโพด

การใส่ปุ๋ย
การปลูกข้าวโพดในประเทศไทยมีการใช้ปุ๋ยน้อยมาก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำ ให้ผลผลิตข้าวโพดตํ่า
และราคาค่อนข้างสูง รวมทั้งการขาดความรู้ในเรื่องการใส่ปุ๋ยในข้าวโพด จึงทำ ให้ผลผลิตดีขึ้นกว่าไม่ใส่ปุ๋ยปยุ๋ ที่จำเป็น คือ ปุ๋ยไนโตรเจน และ ฟอสฟอรสั ส่วนโปรแตสเซียมนั้นดินในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ขาดโปรแตสเซียม (ยกเว้นในดินทราย)

การใส่ปุ๋ยข้าวโพด

สูตรปุ๋ยและอัตราที่เหมาะสม ในแต่ละท้องถิ่นขึ้นกับการวิเคราะห์ดินและระดับผลผลิตที่ต้องการ
ในทางปฏิบัติเพื่อสะดวก แนะนำ ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0, 20-20-0 อัตรา 30-50 กิโลกรัม/ไร่
การใส่ปุ๋ยนั้นถ้าในขณะปลูกจะสะดวกที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงแนะนำ ว่า ควรใส่ปุ๋ยหลังจากดาย
หญ้า ซึ่งระยะนี้ข้าวโพดโตพอสมควรแล้ว พอที่จะคาดคะเนได้ว่าการปลูกข้าวโพดฤดูนี้จะล้มเหลว เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ฝนแล้ง ฯลฯ และอื่นๆ การใส่ปุ๋ยอาจกระทำ โดยการแซะดินให้ห่าง
จากโคนต้นข้าวโพด 1 คืบ ใส่ปุ๋ยแล้วกลบดิน

เทคนิกการปฏิบัติดูแลรักษาข้าวโพดหวาน 2 สี ตอนที่ 3

เทคนิกการปฏิบัติดูแลรักษาข้าวโพดหวาน 2 สี ตอนที่ 3

PDFพิมพ์อีเมล

 

11-16การปลูกข้าวโพดโดยทั่วไป  ถ้าปลูกข้าวโพดเพื่อการเลี้ยงสัตว์  เขาเรียกว่าทำไร่  ข้าวโพดเพื่อสีเอาเมล็ดหัวมาบดเพื่อการเลี้ยงสัตว์  ส่วนมากปลูกในพื้นที่สูง  โดยทั่วไปทางจังหวัดพิษณุโลก  เพชรบูรณ์  ใช้พื้นที่มาก  อาศัยน้ำฝน  แต่ถ้าเป็นข้าวโพดหวานสีเดียวหรือสองสี  เรียกกันว่าทำสวนข้าวโพด  จะทำแบบประณีตใช้พื้นที่ที่สามารถดูแลรักษาได้เป็นอย่างดี  ผลตอบแทนต่อไร่สูง  มีทั้งรวมกลุ่มกันผลิตเพื่อส่งขายให้บริษัท  หรือส่งให้พ่อค้าคนกลางรวบรวมผลผลิต  แต่การรวมกลุ่มราคาค่อนข้างจะแน่นอน  ซึ่งขั้นตอนต่อไปนี้จะเป็นขั้นตอนในการให้ปุ๋ย  การให้น้ำ  การดูแลเกี่ยวกับโรค  แมลง  และการเก็บเกี่ยว  มีความสำคัญไม่น้อยกว่าตอนที่ 1  และตอนที่ 2

รองศาสตราจารย์ประวิตร  พุทธานนท์  และทีมวิจัย  ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยศาตราจารย์  ดร. ศิริชัย  อุ่นศรีส่ง  อาจารย์สุรินทร์  ดีสีปาน  และนายเสกสรร  สงจันทึก  มหาวิทยาลัยแม่โจ้   ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวาน  จนได้ข้าวโพดหวาน  2  สี  (พันธุ์ No. 4058 F1)  และได้ทดลองปลูกในหลายพื้นที่ในภาคเหนือพบว่าให้ผลผลิตที่ดี  จึงมีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกอย่างแพร่หลาย  ซึ่งการดูแลรักษาข้าวโพดหวาน  2  สี  (พันธุ์ No. 4058 F1)  ให้ได้ผลผลิตที่ดีมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

1. การดูแลรักษา

  • การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 เมื่อย้ายกล้าได้ 7 วัน โดยใช้ปุ๋ยสูตร 46–0–0  อัตรา 10 กก./ไร่ผสมกับ สูตร 15–15-15  อัตรา  15  กก./ไร่ โดยการละลายในน้ำ 80 ลิตร  รดบริเวณข้างโคนต้น  หรือใช้วิธีการหยอดที่โคนต้น
  • การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2  เมื่อย้ายกล้าได้ 14 วัน ใช้ปุ๋ยสูตรเดี่ยวกันกับครั้งที่ 1
  • การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3  เมื่อย้ายกล้าได้ 21 – 25 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กก./ไร่ ผสมกับสูตร 15-15-15  อัตรา 20 กก./ไร่ พร้อมทั้งกำจัดวัชพืชและทำการคลุมโคน
  •  ในกรณีปลูกด้วยเมล็ดให้ใช้ปุ๋ยรองพื้นสูตร 16-20-0 (ดินเหนียว) หรือ สูตร 15-15-15  (ดินทราย)  อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่  เมื่อข้าวโพดอายุได้  25-30  วันหลังหยอดเมล็ด  ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0  อัตรา  30  กิโลกรัมต่อไร่
  •  เมื่อข้าวโพดอายุได้ 30-40 วัน   ต้นจะมีการแตกแขนงหน่อข้างลำต้นให้เด็ด ออกให้เหลือฝักบนเพียง 1 ฝัก  และควรตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ  เพราะอาจมีการเข้าทำลายของโรคราสนิม ใบไหม้แผลใหญ่ และการเข้าทำลายของหนอน เจาะลำต้นและฝัก
11-16 11-22
ภาพ ลักษณะของฝักที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยว ภาพ  การตัดต้นข้าวโพดก่อนการเก็บเกี่ยว

ข้อควรระวัง

  • ควรทำการกำจัดวัชพืชก่อนการใส่ปุ๋ยและคลุมโคน
  • ควรปล่อยน้ำเข้าแปลงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง  หากพืชขาดน้ำจะทำให้การผสม เกสรไม่ดี  การติดเมล็ดจะไม่สม่ำเสมอ
  • ควรปลูกเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยม  ขนาดไม่ต่ำกว่า 1 งานขึ้นไป

11-172. การเก็บเกี่ยว

                การเก็บเกี่ยวควรเก็บตามอายุ ฤดูแล้งและฤดูฝนอายุประมาณ 60-65  วัน  ฤดูปลายฝนหรือฤดูหนาว  อายุประมาณ 70-75  วัน โดยสังเกตดูเส้นไหมจะเริ่มแห้งเป็นสีน้ำตาลสุ่มตัวอย่างบีบเมล็ดจะมีน้ำสีขาวขุ่นหากยังไม่แก่จะมีลักษณะใส   หรือนับจากอายุวันออกไหม 50 เปอร์เซ็นต์  18-20  วัน  ทั้งแปลงควรมีการสุ่มตัวอย่างหลาย ๆ จุด  หากเก็บฝักอ่อน  เมล็ดจะเหี่ยวแฟบเร็ว

ข้อควรระวัง

  • ควรตัดต้นออกในตอนเย็นและมาเก็บฝักในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้นและจัดส่งให้ตลาดโดยเร็วเพราะหากฝักข้าวโพดไม่ได้อยู่ในห้องเย็นจะทำให้ความหวานลดลงอย่างรวดเร็วและเมล็ดเหี่ยวแฟบทันที
  • ไม่ควรเก็บข้าวโพดหวานไว้ข้ามวันเพราะจะทำให้เมล็ดเหี่ยวแฟบ

3.  ศัตรูพืช

  • หนู ชอบเข้าทำลายช่วงหยอดเมล็ดปลูกและช่วงติดฝัก ป้องกันโดย
  • ไม่ใช้สารเคมี  เช่น  การดัก  การล้อมตี  การเขตกรรม  โดยการกำจัดวัชพืชอย่าให้แปลงปลูกรก  เพื่อหนูจะได้ไม่มีแหล่งหลบซ่อน
  • ป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมี  ใช้เหยื่อพิษสำเร็จรูป  เช่น สะตอม  คลีแร็ต หรือใช้สารฆ่าแมลงที่กลิ่นเหม็น ๆ  ฉีดพ่นบริเวณรอบแปลง11-20

4.  คำแนะนำการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

        ชื่อโรค

อาการของข้าวโพด

สาเหตุของการแพร่กระจาย

การป้องกันกำจัด

1.  โรคราน้ำค้าง

 

 

2.  โรคใบไหม้แผลเล็ก

 

 

3.  โรคใบไหม้แผลใหญ่

 

4.  โรคราสนิม

 

 

 

5.  เพลี้ยอ่อน

6.  เพลี้ยไฟ

 

7. หนอนเจาะลำต้น

8. หนอนเจาะฝัก

ทางลายสีขาวบนใบ

เกิดขึ้นได้ในระยะต้นอ่อน

และระยะกล้า

รอยแผลไหม้บนใบ

ขนานกับเส้นใบ  อาจกลายเป็นแผลใหญ่

รอยแผลขนาดใหญ่เกิด

กับใบล่างๆก่อน

มีตุ่มแผล (pustule) ทั้งด้านบนและ

ล่างของใบ แผลเป็นสีสนิม

-

-

-

-

ใบข้าวโพดที่เป็นโรค

พืชอาศัย

 

เชื้อติดไปกับเมล็ด

ตกค้างในดิน

หรือปลิวไปตามลม

เชื้อแพร่กระจายโดยลม หรือติดไปกับเศษซากพืช

เชื้อติดไปกับใบพืชและลม

 

 

 

-

-

-

-

-ใช้เอพรอน 35 เอสดี 7 กรัมต่อน้ำหนักเมล็ดพันธุ์1 กิโลกรัม  หรือ

ฟอร์รัม 20  กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นทุก 7 วัน 2-3  ครั้ง

กำจัดต้นที่เป็นโรคทิ้งออกจากแปลงและพืชอาศัย

-ใช้สารเคมี เช่น ไดเทนเอ็ม -45 สลับกับแอนทราโคล

 

 

-หลีกเลี่ยงการปลูกในแหล่งที่โรคระบาด กำจัดเศษซากพืช

หรือใช้สารเคมี ไตรโฟรีน (ซาพรอน 20%EC) 60 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร

-ใช้สารเคมีไดฟิโนโคนาโซล  (สกอร์ 25% EC)  20  ซีซี / น้ำ 20  ลิตร

 

 

-อิมิตาโครปิค (คอนฟิดอร์ 10% SL) 10 ซีซี / น้ำ20 ลิตร

-อิมิตาโครปิค (คอนฟิดอร์ 10% SL) 30 ซีซี / น้ำ20 ลิตร

หรือ คาร์โบซันแฟน (พอร์) 40 ซีซี / น้ำ 20  ลิตร

-เชื้อแบคทีเรีย (เชื้อ  Bt)  60-100 กรัม/ น้ำ 20 ลิตร

-methomyl 90% WP ในอัตรา 15 กรัม/น้ำ 20 ลิตรพ่นทุก ๆ 7 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง

การปลูกข้าวโพดหวานปลอดสารพิษ

การปลูกข้าวโพดหวานปลอดสารพิษ

              ข้าวโพดหวาน อยู่ใน ตระกูลGramineae ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับหญ้าหรือข้าว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zeamays Line var. rugasa หรือ saccharata ข้าวโพดหวานมีคุณประโยชน์มากมาย นอกจากจะใช้รับประทานเป็นผักสดแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปเพื่อจำหน่ายได้หลาย รูปแบบ เช่น ข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋องทั้งฝัก หรือบรรจุกระป๋องเฉพาะเมล็ด ทำครีมข้าวโพดหวาน ข้าวโพดแช่แข็ง เป็นต้น

ฤดูกาลปลูก

              ข้าวโพดหวาน สามารถ ปลูกได้ตลอดปี แต่นิยมปลูกกันมากในช่วงฤดูฝน และสามารถปลูกได้ดีในดินทุกสภาพ แต่จะขึ้นได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย จะทำให้ผลผลิตดีและเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่า ความเป็นกรด-ด่าง (PH) ของดินที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 6.0-6.5 ข้าวโพดหวานต้องการแสงแดด เต็มที่ตลอดวัน

อุณหภูมิที่เหมาะสม

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดหวาน เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงที่สุดจะอยู่ในช่วง 24-30 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิกลางคืน อยู่ในช่วง 15-18 องศาเซลเซียส จะทำให้ข้าวโพดหวานมีคุณภาพดีและมีความหวานสูง

การเตรียมแปลงปลูก

การปลูกข้าวโพดหวานจะแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดไร่ เพราะข้าวโพดหวานต้องดูแล และปฏิบัติอย่างพิถีพิถัน เช่นเดียวกับการ ปลูกพืชผัก จึงจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ดังนั้นในการเตรียมดินและการปลูกต้องการทำอย่างประณีต โดยการไถดินลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วตากทิ้งไว้ 7-10 วัน เพื่อกำจัดไข่แมลงและเมล็ดวัชพืช หากมีการใส่ปุ๋ยคอกหรือหว่านปูนขาวเพื่อปรับ สภาพดินควรใส่ในช่วงนี้ แล้วจึงไถพรวนอีกครั้ง ถ้าดินสภาพที่เป็นดินเหนียวมากควรผสมดินปลูกด้วยปุ๋ยหมัก แกลบดำ และดินร่วนอัตราส่วน 1:1:1 สำหรับรองก้นหลุม ระยะปลูกระหว่างแถวและหลุมประมาณ 65 X 75 เซนติเมตร ความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่

การปลูกข้าวโพดหวาน

นำเมล็ดข้าวโพดหวานหยอดลงไป หลุมละ 1-3 เมล็ด ลึกประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร กลบหลุมพอประมาณ(ถ้าห่มดินด้วยฟางได้จะดีมาก) หลังหยอดเมล็ดแล้วไม่ควรปล่อยดินแห้งเกินไป ควรให้ดินมีความชื้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรให้น้ำมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เมล็ดข้าวโพดเน่าได้ หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ 5-7 วัน ข้าวโพดก็จะเริ่มงอก ถ้าสังเกตุว่าหลุมไหนที่ไม่งอกให้รีบปลูกซ่อมทันที

การปฏิบัติดูแลรักษาข้าวโพดหวาน

การถอนแยกต้น ควรกระทำหลังจากหยอดเมล็ด 14-15 วัน โดยการถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น
การให้ปุ๋ยหรือธาตุอาหารพืช หลังจากหยอดเมล็ดประมาณ 15-20 วัน โดยการฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพผลไม้หวานหรือผลไม้รวมครั้งที่ 1 อัตราส่วน 10-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วงนี้ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และฉีดพ่นอีกครั้งในอัตราที่เท่ากันหลังอีก 7 วัน  ควรมั่นสังเกตุต้นข้าวโพดอยู่ประจำถ้ามีแมลงศัตรูรบกวนให้ผสมสมุนไพรไล่แมลงฉีดพ่นไปพร้อมๆกับน้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นในอัตราส่วนเท่ากัน (ควรฉีดพ่นตอนเช้าๆ) และเมื่อข้าวโพดหวานใกล้เริ่มติดฝักอ่อน (35-40 วัน)ควรให้ธาตุอาหารเสริมฮอร์โมนไข่เพื่อการติดดอกออกฝักอัตราส่วน 10-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ปุ๋ยหมักแห้งจากเศษพืช เช่นผักตบชะวา พืชตระกูลถั่ว มูลไก่เพื่อช่วยในการเพิ่มความหวาน (250-500 กก/ไร่)ช่วงนี้การให้น้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาดและควรมีการกำจัดวัชพืช กระทำพร้อมๆ กับการกลบโคนต้น

การเก็บเกี่ยวและการรักษา

การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้ข้าวโพดหวานมีคุณภาพดีหรือเลว ข้าวโพดหวานจำเป็นต้องเก็บให้ฝักสดที่สุด ควรเลือกเก็บเกี่ยวในระยะที่มีน้ำตาลสูงที่สุด และคุณภาพดีที่สุด หรือระยะที่เรียกว่า ระยะน้ำนม(Milk Stage) หากเลยระยะนี้ไปแล้วปริมาณน้ำตาลจะลดลงและมีแป้งเพิ่มขึ้น การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานมีหลักพิจารณาง่ายๆ คือนับอายุ หลังจากวันหยอดเมล็ด วิธีการนี้ต้องทราบอายุของข้าวโพดหวานแต่ละพันธุ์ว่าเป็นพันธุ์หนัก, เบา หรือปานกลาง เช่นพันธุ์เบา อายุ 55-65 วัน พันธุ์ปานกลาง 70-85 วัน และพันธุ์หนักตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป เก็บสุ่มตัวอย่างในแปลงมาตรวจดู วิธีนี้แน่นอน และนิยมกระทำกันมากที่สุด การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน ควรเก็บเกี่ยวในเวลา เช้าตรู่และรีบส่งตลาดทันที ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 24 ชั่วโมง เพราะจะทำให้น้ำตาลลดลง

เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวาน

ข้าวโพดหวานพันธุ์ผสมเปิด

          วัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานพันธุ์ผสมเปิด เพื่อสร้างพันธุ์ข้าวโพดหวานที่สามารถปรับตัวได้ในสภาพแวดล้อมที่กว้าง เมล็ดพันธุ์มีราคาถูก และเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดใช้ทำพันธุ์ต่อได้ 2 – 3 ชั่ว นอกจากนี้ ยังใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมในการพัฒนาสายพันธุ์แท้ เพื่อใช้ในการสร้างลูกผสม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เผยแพร่พันธุ์พันธุ์ผสมเปิดที่ควบคุมด้วยยีนชังเค่นทูสู่เกษตรกร จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ซูเปอร์สวีทดีเอ็มอาร์ และพันธุ์ไทยซูเปอร์สวีทคอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ ในปี พ.ศ. 2518 และ 2522 ตามลำดับ พันธุ์ดังกล่าวได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยมีรองศาสตราจารย์ธวัช ลวเปารยะ และภาคเอกชนได้นำพันธุ์ไทยซูเปอร์สวีทคอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ ไปพัฒนาเป็นพันธุ์ซูเปอร์อาร์โก้ โดยคัดเลือกฝักให้มีขนาดใหญ่ รวมทั้งการนำพันธุ์ดังกล่าวไปสกัดสายพันธุ์เพื่อใช้ในการสร้างพันธุ์ลูกผสมเดี่ยวที่เป็นที่นิยมปลูกของเกษตรกรในปัจจุบัน

          พันธุ์ซูเปอร์สวีทคอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ พันธุ์นี้ได้จากการผสมระหว่างข้าวโพดหวานพันธุ์ฮาวายเอี้ยนซูเปอร์สวีท ผสมกับข้าวโพดไร่พันธุ์ฟิลิปปินส์ดีเอ็มอาร์ 3 ในปี พ.ศ. 2515 และได้รับการคัดเลือกแบบรวม (mass selection) ในแปลงระบาดเทียมของโรคราน้ำค้าง รวม 4 ครั้ง และเผยแพร่สู่เกษตรกรในปี พ.ศ. 2518 จนถึงปี พ.ศ. 2522 พันธุ์นี้เป็นพันธุ์แรกของประเทศไทยที่เกษตรกรสามารถปลูกได้ในฤดูฝน ในขณะที่ข้าวโพดหวานพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ต่างประเทศไม่สามารถปลูกได้ เพราะอ่อนแอต่อโรคราน้ำค้าง จึงเป็นโรคอย่างรุนแรง และในขณะนั้นยังไม่มีสารเคมีป้องกันโรคนี้
ลักษณะประจำพันธุ์ ข้าวโพดหวานพันธุ์ซูเปอร์สวีทคอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ มีเมล็ดสีเหลืองเข้ม มีความหวาน 13-15 % brix ต้านทานโรคราน้ำค้างประมาณ 60 %

          พันธุ์ไทยซูเปอร์สวีทคอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ เป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความต้านทานโรคราน้ำค้างให้สูงขึ้น โดยนำพันธุ์ซูเปอร์สวีทคอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ มาผสมตัวเอง 3 ครั้ง ในแต่ละครั้งมีการทดสอบความต้านทานโรคราน้ำค้างของสายพันธุ์ในแปลงรระบาดเทียม และลักษณะทางการเกษตร และนำสายพันธุ์ผสมตัวเองชั่วที่ 3 ที่ต้านทานโรคราน้ำค้าง 80% มาผสมรวมกันเป็นพันธุ์ไทยซูเปอร์สวีทคอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ และเผยแพร่ให้เกษตรกรปลูกในปี พ.ศ. 2522 พันธุ์นี้เหมาะสำหรับรับประทานฝักสด หรือส่งโรงงานแปรรูป ปัจจุบัน ไม่นิยมนำพันธุ์นี้มาใช้แปรรูป เพราะให้ผลผลิตต่ำ และมีความแปรปรวนของผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรสูง แต่เกษตรกรยังมีการนำมาใช้ผลิตเพื่อรับประทานฝักสด และถูกแทนที่โดยข้าวโพดหวานพันธุ์ลูกผสมเดี่ยวอย่างรวดเร็วลักษณะประจำพันธุ์ไทยซูเปอร์สวีทคอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ ให้ผลผลิตน้ำหนักฝักทั้งเปลือกเฉลี่ย 1,500 กก./ไร่ น้ำหนักฝักปอกเปลือก 850 กก./ไร่ มีความหวาน 13.7% brix มีรสชาติและความนุ่มปานกลางฝักยาว 20 ซม. กว้าง 4 ซม. เมล็ดเรียงตัวเป็นแถวตรงมี 14 แถวต่อฝัก เมล็ดมีสีเหลืองทอง มีรสชาติและความนุ่มปานกลาง มีความสูงต้น 210 ซม ความสูงฝัก 119 ซม. มีอายุวันสลัดละอองเกสร 50% 55 วัน วันออกไหม 50% 57 วัน อายุเก็บเกี่ยว 75 วัน เหมาะสำหรับตลาดฝักสด

ข้าวโพดหวานพันธุ์ลูกผสม

          ข้าวโพดหวานพันธุ์ลูกผสมเดี่ยว มีความสม่ำเสมอสูงในลักษณะผลผลิต และมีคุณภาพในการรับประทานที่ดี นอกจากนี้ ยังสามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันซึ่งเป็นที่ต้องการของโรงงานแปรรูป รวมทั้งตลาดฝักสดในระดับซูเปอร์มาร์เก็ต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เผยแพร่ข้าวโพดหวานพันธุ์ลูกผสมเดี่ยวให้เกษตรกรและโรงงานแปรรูปปลูกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีจำนวน 5 พันธุ์ ดังนี้

          พันธุ์ลูกผสมเดี่ยว 27127 ได้มาจากการผสมระหว่างสายพันธุ์แท้ SSWI 27 กับสายพันธุ์แท้ SSWI 127 สายพันธุ์แท้ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ ได้มาจากการนำสายพันธุ์ผสมตัวเองชั่วที่ 3 ซึ่งใช้ในการผสมรวมเป็นพันธุ์ไทยซูเปอร์สวีทคอมพอสิต 1 ดีเอ็มอาร์ มาผสมตัวเองต่อเป็นสายพันธุ์ผสมตัวเองชั่วที่ 7 และผ่านการผสมกับตัวทดสอบ และการผสมแบบพบกันหมดระหว่างสายพันธุ์แท้ที่คัดเลือก และคัดเลือกได้ลูกผสมเดี่ยวที่ดี คือ พันธุ์ 27127 และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในปี พ.ศ. 2531

          ลักษณะประจำพันธุ์ ให้ผลผลิตน้ำหนักฝักทั้งเปลือกประมาณ 1,500 กก./ไร่ น้ำหนักฝักปอกเปลือก 1,000 กก./ไร่ มีความหวาน 15% brix มีรสชาติ และความนุ่มปานกลาง ฝักมีขนาดใหญ่ ยาว 19.2 ซม. มีความกว้าง 4.3 ซม. เมล็ดเรียงตัวเป็นแถวตรงมี 14 แถวต่อฝัก เมล็ดมีสีเหลืองทองเรียงตัวเป็นระเบียบ มีความสูงต้น 179 ซม ความสูงฝัก 97 ซม. มีอายุวันสลัดละอองเกสร 50% 53 วัน วันออกไหม 50% 55 วัน อายุเก็บเกี่ยว 73 วัน เหมาะสำหรับตลาดฝักสดและโรงงานแปรรูป

      อ่านเพิ่มเติม

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.